การศึกษาสภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

บทคัดย่อ

ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 เพื่อศึกษาปัญหาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 เพื่อศึกษาความต้องการในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ปีการศึกษา 2558 รวมทั้งสิ้นจำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามจำนวน 5 ตอน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการและลักษณะแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .9579  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า

1.ผลการศึกษาสภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ พบว่า ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนใหญ่ได้ทำวิจัยในชั้นเรียนแบบแผ่นเดียว หรือคิดเป็นร้อยละ 82.00 และครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนแบบแผ่นเดียวส่วนใหญ่ใช้เวลาในการทำ 1 เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.00 และใช้นักเรียนจำนวน 1 – 10 คน ในการทำวิจัย หรือ คิดเป็นร้อยละ 48.00

นอกจากนั้นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ได้ทำวิจัยในชั้นเรียนแบบ 5 บท คิดเป็น ร้อยละ 42.00 และครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนแบบ 5 บท ส่วนใหญ่ใช้เวลาในการทำมากกว่า 3 เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.00 และใช้นักเรียนจำนวนมากกว่า 25 คน ในการทำวิจัย หรือ คิดเป็นร้อยละ 10.00

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนใหญ่ทำวิจัยในชั้นเรียน สาเหตุเนื่องมาจากการสำรวจปัญหาในการเรียนการสอน เกิดแรงจูงใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน และการทำตามตัวอย่างของผู้อื่น

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนใหญ่ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อมุ่งเน้นแก้ปัญหา/พัฒนาในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  กระบวนการเรียนการสอน/เทคนิคการสอน และการสร้างสื่อการเรียนการสอน

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการทำวิจัยในชั้นเรียน ในเรื่องของการปรับปรุงการเรียนการสอน  การประกอบการเลื่อนวิทยฐานะ และการสร้างองค์ความรู้ในทางวิชาการ

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนใหญ่มีบุคลากรที่เป็นที่ปรึกษาการทำวิจัยในชั้นเรียน ได้แก่ ผู้บริหาร เพื่อนครูที่มีความรู้ความสามารถ และศึกษานิเทศก์

2.ผลการศึกษาสภาพปัญหาจากการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะในภาพรวม พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง และด้านที่มีปัญหามากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ด้านงบประมาณ ด้านกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน และด้านวัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งข้อมูล

3.ผลการศึกษาความต้องการในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ พบว่า ด้านที่มีความต้องการมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ด้านกระบวนการ ด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ

4.ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ในเรื่องของการทำวิจัยในชั้นเรียน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ควรมีการจัดอบรมวิจัยในชั้นเรียนและมีการติดตามผลการอบรม , ควรมีทุนอุดหนุนการทำวิจัยให้กับครู , ควรมีศูนย์วิจัยเพื่อช่วยเหลือการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู และควรมีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการวิจัยในชั้นเรียนระหว่างเพื่อนครูต่างโรงเรียน

การศึกษาสภาพการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

บทคัดย่อ

ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ปีการศึกษา 2558 รวมทั้งสิ้นจำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามจำนวน 3 ตอน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการและลักษณะแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .8968 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า

1.สภาพการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนของครูผู้สอนในภาพรวมมีระดับผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับการปฏิบัติงานสูงสุด 3 ลำดับแรก เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการดำเนินการวัดผลการเรียนรู้ , ด้านการกำหนดภาระงาน / ชิ้นงาน และด้านการกำหนดเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้

2. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีข้อเสนอแนะในการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน เรียงลำดับจากมากไปน้อยดังต่อไปนี้ การวัดและประเมินผลควรจะมีเครื่องมือที่ชัดเจนและสามารถนำผลมาปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง , ควรใช้เครื่องมือ และวิธีการวัดประเมินผลที่หลากหลาย ตามสภาพของผู้เรียนที่แตกต่าง , การวัดและประเมินผล ควรเป็นการประเมินตามสภาพจริงมากที่สุด , ควรมีการจัดอบรมที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนและมีการติดตามผลการอบรม และควรมีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนระหว่างเพื่อนครูต่างโรงเรียน

การเขียนโครงการของครู : ลักษณะที่ควรเขียน

ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น ผมมีโอกาสได้ออกนิเทศระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนในเขตอำเภอสะเมิง จำนวน 5 โรงเรียน ซึ่งคณะกรรมการที่ร่วมนิเทศประกอบด้วย นายอเนก คำจำรูญ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านดง นายสุรชัย ใจแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ตะละ และในช่วงตลอด 5 วันที่ออกนิเทศร่วมกันนั้น ทำให้ผมได้พบเห็นประสบการณ์จากพี่น้องเพื่อนครูสะเมิงมากมายหลายรูปแบบ รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดอ่านครับ การเขียนโครงการ ณ สะเมิง (25 มค 59)

รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้

ช่วงนี้บทความที่ผมนำมาเสนอให้กับพี่น้องเพื่อนครูนั้น ผมได้นำรายละเอียดของบทความมาจากเอกสารเรื่อง “การประชุมสัมมนา การวิจัย วัดผล และประเมินผลสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 : มโนทัศน์ใหม่ด้านการวิจัย วัดผล และสถิติการศึกษาสำหรับยุคใหม่” ซึ่งภาควิชาประเมินผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสัมมนาดังกล่าว เมื่อตอนต้นปี 2558 สำหรับบทความนี้ผมคิดว่าน่าจะตรงกับความสนใจของพี่น้องเพื่อนครูหลาย ๆ ท่าน เพราะเกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการ และวิธีการประเมินโครงการที่นิยมเป็นลำดับต้น ๆ ของพี่น้องครูเรานั้นก็คือ CIPP Model ตามชื่อบทความเลยครับ “รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้” เขียนและเรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ บัวสนธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รายละเอียดทั้งหมดเป็นดังต่อไปนี้ครับ

รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้ ตอนที่ 1 CIPP ตอน 1
รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้ ตอนที่ 2 CIPP ตอน 2
รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้ ตอนที่ 3 CIPP ตอน 3
รูปแบบการประเมินแบบ CIPP และ CIPIEST มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและการนำไปใช้ ตอนที่ 4 CIPP ตอน 4

ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาและวัดประเมินผลการศึกษา ตอนที่ 2

บทความที่แล้ว ผมได้นำข้อค้นพบจากการวิจัยในเรื่อง ขอบข่ายประเด็นสำคัญการวิจัยทางการศึกษาซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ บัวสนธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มานำเสนอให้พี่น้องเพื่อนครูได้รับทราบ ส่วนรายละเอียดของบทความในตอนที่ 2 ผมก็ได้นำข้อค้นพบจากการวิจัยในอีกประเด็นหนึ่งมานำเสนอให้กับพี่น้องเพื่อนครูซึ่งรายละเอียดครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ขอบข่าย ประเด็นสำคัญสำหรับการวิจัยทางการวัดและประเมินผลทางการศึกษา รายละเอียดทั้งหมดเป็นดังต่อไปนี้ครับ ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาและวัดประเมินผลการศึกษา ตอน 2

ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาและวัดประเมินผลการศึกษา (พ.ศ. 2555 – 2560) : ตอนที่ 1

ช่วงนี้มีโอกาสได้เข้าไปพัฒนาตนเอง ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเริ่มปรับตัวกับการทำงานในสถานที่ทำงานแห่งใหม่ได้ และช่วงที่รอพัฒนาตนเองกับอาจารย์ผู้มีพระคุณนั้น ผมได้อ่านเอกสารเรื่อง “การประชุมสัมมนา การวิจัย วัดผล และประเมินผลสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 : มโนทัศน์ใหม่ด้านการวิจัย วัดผล และสถิติการศึกษาสำหรับยุคใหม่” และในเอกสารดังกล่าวนี้มีบทความบางช่วงบางตอนที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเพื่อนครู ผมเลยขออนุญาตคัดลอกแล้วนำมาเขียนเป็นบทความส่วนตัวของผม รายละเอียดสำหรับตอนที่ 1 มีดังนี้ครับ ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาและวัดประเมินผลการศึกษา ตอน 1

ข้อสอบวินิจฉัย

วันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง ข้อสอบวินิจฉัย กับพี่น้องเพื่อนครู สพป.เชียงใหม่เขต 2 เป็นเวทีของการเป็นวิทยากรเวทีแรก ณ สพป.เชียงใหม่เขต 2 ตื่นเต้นพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขอบคุณภาควิชาประเมินผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความรู้แก่ผมมาตลอด และขอบคุณพี่น้องเพื่อนครูทุก ๆ ท่านที่ให้โอกาสครับ นำเสนอข้อสอบวินิจฉัย

รูปแบบข้อสอบ และตัวอย่างกระดาษคำตอบ O net ปีการศึกษา 2558

เอกสารประกอบการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O Net) ปีการศึกษา 2558 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
– รูปแบบข้อสอบ O net ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รูปแบบข้อสอบ O NET ป.6
– ตัวอย่างกระดาษคำตอบ O net ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กระดาษคำตอบ ป.6
– รูปแบบข้อสอบ O net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รูปแบบข้อสอบ O NET ม.3
– ตัวอย่างกระดาษคำตอบ O net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กระดาษคำตอบ ม.3
– รูปแบบข้อสอบ O net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รูปแบบข้อสอบ O NET ม.6
– ตัวอย่างกระดาษคำตอบ O net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กระดาษคำตอบ ม.6

ข้อควรระวังของงานวิจัยเชิงประเมินโครงการ : ตอนที่ 2

จากบทความในตอนที่ 1 ครูจะเห็นภาพรวมแบบกว้าง ๆ ของการประเมินโครงการครับ เช่น ความหมาย รูปแบบ และข้อดีของการประเมินโครงการ และสำหรับในตอนที่ 2 นี้ ผมจะเริ่มลงไปในรายละเอียดของข้อควรระวังสำหรับงานวิจัยเชิงประเมินโครงการ และขอเฉพาะเจาะจงไปที่รูปแบบการประเมินโครงการแบบ CIPP Model เท่านั้น โปรดอ่านครับ ข้อควรระวังของงานวิจัยเชิงประเมินโครงการ ตอนที่ 2

ข้อควรระวังของงานวิจัยเชิงประเมินโครงการ : ตอนที่ 1

ช่วงที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้สนทนากับพี่น้องเพื่อนครูที่รู้จักกัน และมีโอกาสได้อ่านงานวิจัยในลักษณะของงานวิจัยเชิงการประเมินโครงการ ซึ่งทั้งสองบริบทนั้น (การพูดคุย และการอ่าน) มีข้อควรระวังที่คล้ายคลึงกัน ประจวบกับองค์ความรู้ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษาที่พอมีบ้าง เมื่อทั้งสามสิ่งพบกันก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้ รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดอ่านครับ ข้อควรระวังของงานวิจัยเชิงประเมินโครงการ ตอนที่ 1