รายงานการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการทำวิจัยในชั้นเรียนของ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน

รายงานการนิเทศครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนทั้งก่อนและหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่มีต่อคู่มือนิเทศเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 จำนวน 40 คนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ปีการศึกษา 2556 และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนกับครูกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 350 คน ปีการศึกษา 2556 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1.คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 11 เล่ม 2.แบบประเมินคุณภาพของคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 13 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ 4.แบบสังเคราะห์รายงานวิจัยในชั้นเรียน มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ จำนวน 24 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ 5.แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ และ6.แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ได้แก่ 1. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC) 2. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. วิเคราะห์หาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของของแบบทดสอบความรู้ด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้เทคนิคกลุ่มสูง กลุ่มต่ำ 4. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของของแบบทดสอบความรู้ด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้สูตร KR.20 5. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจ ด้วยวิธีการหาความคงที่ภายใน จากสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค 6. ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่มีต่อคู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ7. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการศึกษา
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทุกข้อรายการประเมิน

2. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน เพิ่มขึ้น 11.80 คะแนน หรือ คิดเป็นร้อยละ 66.18

3. ผลการสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน พบว่า สาระที่ครูผู้สอนต้องการพัฒนาส่วนใหญ่อยู่ในสาระดนตรี (ร้อยละ 42.50) ครูผู้สอนได้กำหนดวัตถุประสงค์ในงานวิจัยในชั้นเรียนจำนวน 2 ข้อ (ร้อยละ 52.50) ส่วนใหญ่ดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ร้อยละ 65.00) ใช้แบบฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมในการแก้ปัญหา (ร้อยละ 55.00) มีการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการวิจัยในชั้นเรียนจำนวน 3 แผน (ร้อยละ 37.50) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานวิจัยในชั้นเรียนได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถาม แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์ และแบบวัดผลงานภาคปฏิบัติ มีการหาคุณภาพเครื่องมือประกอบการวิจัยในชั้นเรียนทุกชนิดโดยการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ (ร้อยละ 100.00) นอกจากนั้นมีการหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการการเรียนโดยใช้ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากง่าย และค่าความเชื่อมั่น (ร้อยละ 62.50) หาคุณภาพของแบบประเมินความพึงพอใจโดยหาค่าความเชื่อมั่น (ร้อยละ 25.00) ใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคิดเลขช่วยในการคำนวณค่าสถิติ ใช้เวลาในการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนระหว่าง 1 – 2 ภาคการศึกษา และมีผลการวิจัยในชั้นเรียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (ร้อยละ 100.00)

ปัญหา อุปสรรคการทำวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ครูผู้สอนมีปัญหาในด้านการเลือกปัญหาในการทำวิจัย การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การเขียนโครงร่างการวิจัย การสร้างนวัตกรรม/แผนการเรียนรู้ประกอบการทำวิจัย การสร้างเครื่องมือวัดผลการวิจัย การวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลการวิเคราะห์ การอภิปรายผลการวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย ด้านบุคลากรที่ให้คำปรึกษาการวิจัย การบริหารเวลาในการทำวิจัย และงบประมาณในการดำเนินงานวิจัย

ข้อเสนอแนะและความต้องการความช่วยเหลือจากเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า ครูผู้สอนเสนอแนะในเรื่อง บุคลากรที่ให้คำปรึกษาการวิจัย วิธีการสร้างเครื่องมือและการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลการวิเคราะห์ การเขียนโครงร่างการวิจัย การเขียนรายงานการวิจัยมีหน่วยงานสนับสนุนการทำวิจัยในชั้นเรียน และงบประมาณสนับสนุน

4. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมีความพึงพอใจต่อคู่มือนิเทศ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะภายหลังการใช้คู่มือนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s